ทริปญี่ปุ่น 2024 ในปีนี้เราเลือกกลับไปภูมิภาคคันไซ ที่ต้องบอกว่ากลับไป เพราะเราเคยหนีเที่ยวคันไซมาแล้ว 2 ครั้ง ก็เที่ยวเก็บไปในหลายๆแห่งแล้ว และยังมีอีกหลายๆแห่งที่ยังไม่เคยไปเช่นกัน

Kansai 5 วัน 4 คืน

ทริปนี้เราเดินทางไปคันไซ มีเวลาเที่ยวทั้งแค่ 5 วัน 4 คืน โดยแพลนคร่าวๆของเราในทริปนี้เป็นดังนี้

Day1 : เดินทางจากกรุงเทพ – คันไซ ประเทศญี่ปุ่น

  • เที่ยวและพักที่ Kyoto

Day2 : Kyoto และกลับมานอนที่ Osaka

Day3 : Kobe และกลับมานอนที่ Osaka

Day4 : Nara และกลับมานอนที่ Osaka

Day5 : เดินทางกลับกรุงเทพ

ทริปนี้เราซื้อ JR Kansai Wide Pass เพราะเราเน้นเดินทางออกนอกเมืองเป็นส่วนใหญ่ เราเขียนรีวิวเรื่องพาสแบบละเอียดไว้แล้ว สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ https://bit.ly/3Yb6Rve

DAY1 : วันแห่งการเดินทางและเที่ยวเกียวโตตามใจฉัน

  • เราบินจากกรุงเทพมาช่วงดึก มาถึงสนามบินคันไซตอนเช้า
  • เราเดินทางต่อจากสนามบินคันไซมุ่งหน้าตรงสู่ Kyoto
  • พักที่เกียวโต : Hop Inn Kyoto Shijo Omiya

เราเดินทางจากสนามบินเข้าเกียวโตด้วยรถไฟ ขบวน HARUKA Limited Express นั่งไปยาวๆ เราลงที่สถานีสุดท้ายเกียวโต ใครมี JR Kansai Wide Pass แบบเราแนะนำขบวนนี้เลยค่ะ

เมื่อมาถึงสถานีเกียวโตแล้ว เราจะต้องรถเมล์ต่อไปยังที่พัก เพื่อไปเก็บกระเป๋าก่อน ซึ่งจุดขึ้นรถเมล์จะอยู่ด้านหน้าสถานีเกียวโตเลย เราสามารถเช็คสายรถเมล์ หรือ รอบรถได้จาก Google maps เลยค่ะ

ที่พักของเราในคืนนี้คือ Hop Inn Kyoto Shijo Omiya เรามาเก็บกระเป๋าก่อนจะออกไปเที่ยวต่อ ที่พักมีพนักงานเป็นคนไทยด้วยนะคะ ช่วยเหลือดีมากเลยค่ะ ส่วนตัวเราชอบที่นี่นะ อยู่ล้อมลอบด้วยร้านสะดวกซื้อหลายร้าน ตัวห้องขนาดเล็กตามสไตล์ญี่ปุ่น แต่พักสบายเลยค่ะ ราคาก็เป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าด้วย

เก็บกระเป๋าไว้ที่โรงแรมแล้ว ก็ถึงเวลาออกเที่ยวกันได้แล้วค่ะ วันนี้เราไม่ได้มีหมุดหมายจะไปไหนมากนัก ด้วยเราเคยมาเกียวโตแล้ว ทริปนี้เราเลยขอข้ามที่แมสๆไปเลยนะ แต่จะไปที่ตัวเองชอบเท่านั้น (จริงๆที่เราชอบมันก็แมสนั้นแหละ 5555)

ที่แรกที่เราจะไปเที่ยวกันก็คือ ย่าน Arashiyama จริงๆ เราแค่อยากไปเดินเล่นย่านนี้เฉยๆ ไม่ได้มีหมุดหมายพิเศษ เพราะสำหรับที่แรกๆที่คิดถึงเมื่อมา Kyoto คือย่านนี้แหละ โดยสถานที่เด่นๆของในย่านนี้ เราก็สามารถเดินเท้ากันถึงทั้งหมด

  • arabica coffee
  • สะพาน Togetsukyo
  • ป่าไผ่

ตอนเย็นเรามีอีกหนึ่งจุดหมายที่อยากไปให้ได้เมื่อมา Kyoto ที่นี่คือ ริมแม่น้ำ Kamo เมื่อหลายปีก่อน เราเคยนั่งรถเมล์ผ่านจุดนี้ ภาพวันนั้นยังติดตา ริมแม่น้ำตอนเย็น มีผู้คนออกมานั่งเล่นริมแม่น้ำกันเยอะมากๆๆ ภาพวันนั้นช่างเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ทริปนี้เราเลยตั้งใจว่าจะกลับไปให้ได้

ใครอยากตามรอยมาที่นี่ แนะนำให้นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Keihan Railway Gion-shijo Station และใครมีเวลาไม่รีบไปไกล ตลอดริมแม่น้ำแห่งนี้ สามารถเดินเล่นได้ยาวๆเลยนะ

DAY2 : INE หมู่บ้านชาวประมงที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น

วันที่สอง เรายังอยู่ในจังหวัดเกียวโตกันค่ะ แต่วันนี้เราจะพาออกไปข้างนอก ไปยังหมู่บ้านชาวประมงที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในญี่ปุ่น

Ine (อิเนะ) หมู่บ้านชาวประมงที่สวยมากกกกกก หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดเกียวโตค่ะ แม้จะใช้เวลาเดินทางจาก Kyoto Station ประมาณ 2 ชม. ก็ตาม การเดินทางมาเที่ยวหมู่บ้านแห่งนี้ เราสามารถเที่ยวแบบวันเดย์ทริปจากโอซาก้า หรือ เกียวโตได้ค่ะ หรือใครจะไปนอนค้างคืนสักคืนก็น่าสนใจไม่น้อยนะ

แต่ทริปนี้เรามีเวลาแค่ไปเช้าเย็นกลับ โดยเราเริ่มต้นจาก Kyoto Station หากใครเช่ารถขับอาจจะสะดวกกว่าเราหน่อย เพราะรถไฟที่จะเดินทางรวดเดียวไปยังสถานีปลาย AMANOHASHIDATE Station มีไม่มากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะเดินทางลำบากนะคะ

เอาเป็นว่า ใครที่อยากไปเที่ยวเมืองนี้สักครั้ง เดินทางตามเราได้เลยค่ะ ไม่ลำบากแน่นอน และเราได้เขียนรีวิวของเมืองนี้แยกไว้แล้วด้วยนะ สามารถอ่านได้ที่ >> https://diaryoftravelbylidear.wordpress.com/2024/07/07/ine-kyoto-2024/

เราตื่นเช้าเช็คเอาท์ออกจากที่พักและเอากระเป๋ามาใส่ล็อคเกอร์ไว้ที่สถานีโตเกียว เพราะคืนนี้เราจะกลับเข้าโอซาก้ากันค่ะ ซึ่งที่สถานีเกียวโตมีล็อกเกอร์เยอะมากนะคะ เราสามารถเลือกตามขนาดกระเป็นเราได้เลยค่ะ และมีทั้งตู้ที่ใช้เฉพาะเงินสด และใช้บัตรได้ค่ะ ต้องลองเดินหากันดูนะ (หาไม่ยากค่ะ)

เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. จากสถานีเกียวโต แล้วก็มาถึงสถานี AMANOHASHIDATE เมื่อมาถึงปลายทางแล้ว เราจะต้องเดินทางต่อด้วยรถเมล์ท้องถิ่น เพราะเมืองนี้ใหญ่มากค่ะ เดินเท้าน่าจะไม่ไหว

หมุดหมายแรกของการเที่ยวเมืองนี้ เราอยากชวนทุกคนแวะดูวิวมุมสูงของ AMANOHASHIDATE โดยการนั่ง cable car หรือ chairlift ขึ้นไปยังจุดชมวิว และใครซื้อพาสของเมืองนี้ก็สามารถใช้บริการได้ฟรีเลยค่ะ

ใครอยากดูรีวิวของเมืองนี้โดยเฉพาะ สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ https://diaryoftravelbylidear.wordpress.com/2024/07/07/ine-kyoto-2024/

ด้านบนเป็นจุดชมวิวที่ในวันที่ฟ้าเปิดวิวสวยมากเลยนะ ใครมีเวลาเราแนะนำให้มาขึ้นมานะคะ

การเดินทางในเมืองนี้ เราจำเป็นต้องวางแผนเรื่องเวลาให้ดี เพราะเมื่อเราพลาดรถเมล์แล้ว เราจะต้องรอไปอีกประมาณ 1 ชม. ถึงจะมีรถเมล์คันใหม่ผ่านมาอีกครั้ง

หลังจากได้ดูวิวเมือง AMANOHASHIDATE แล้วหมุดหมายต่อไปของเราคือการไปเที่ยวโซนเมือง INE กันค่ะ โดยเราสามารถนั่งรถเมล์ท้องถิ่นต่อไปได้เลย

และจุดแรกที่เราอยากจะชวนให้แวะ นั้นก็คือ การล่องเรือชมวิวหมู่บ้านชาวประมง INE ใครที่มีพาสอยู่แล้วสามารถขึ้นเรือได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยเรือจะใช้เวลาล่องชมวิวประมาณรอบละ 30 นาที และไฮไลท์ของกิจกรรมนี้คือ เหล่าเจ้านกนางนวลตัวโตที่จะบินไปพร้อมกับเรือ (เพราะนักท่องเที่ยวเอาขนมให้เจ้านกกิน)

จบจากกิจกรรมล่องเรือดูวิวและเจ้านกนางนวลแล้ว เราจะชวนทุกคนเดินเท้าเล่นๆ (สำหรับคนมีเวลานะ) สำรวจหมู่บ้านชาวประมง INE ที่เงียบสงบ จนสงสัยว่าผู้คนที่นี่เขาใช้ชีวิตกันช่วงเวลาไหนนะ

เราชอบการเดินสำรวจหมู่บ้าน เพราะมันทำให้เราชอบมุมสวยๆ ซอกซอยแปลกได้ง่าย หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้มีที่เที่ยวมากนัก คาเฟ่ที่กระจายอยู่ทั่วหมู่บ้านก็มีประมาณ 2-3 แห่งเท่านั้นเอง สำหรับคนที่สงสัยว่า เรามาที่นี่ทำไมกันนะ เราอยากชวนให้ลองมาเห็นหมู่บ้านนี้ด้วยตาตัวเอง แล้วจะเข้าใจว่าทำไมเราถึงยอมตื่นเช้า นั่งรถไฟจากเกียวโตมา 2 ชม. เพื่อมาหมู่บ้านชาวประมงที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นแห่งนี้

คืนนี้เราจะต้องนั่งรถไฟกลับไปโอซาก้า ด้วยวันที่เรามีมันน้อยนิดสำหรับการเที่ยวในญี่ปุ่น แต่ใจสู้ การเดินทางของเราเลยต้องอึดกันหน่อย

เราเดินทางด้วยรถไฟขบวน Thunderbrid Limited Express ซึ่งทริปนี้เราซื้อพาส JR Kansai Wide Pass ทำให้การเดินทางระหว่างเมืองของเราไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ถือว่าช่วยเซฟค่าเดินทางไปได้เยอะเลยค่ะ

ที่พักในโอซาก้า เราพักที่ Hotel Sanrriott Osaka Hommachi ตอนจองเรามีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นห้องที่พักได้ 3 คน และเตียงของทุกคนต้องแยกกัน เพราะทริปนี้เราเดินทางกับเพื่อน เวลานอน ก็อยากนอนแบบเตียงใครเตียงมัน แต่ทริปนี้เราจองที่พักกระชั้นชิด เลยมีตัวเลือกเหลือไม่เยอะนัก ข้อดีของที่นี่คือ แวดล้อมไปด้วยร้านอาหาร และร้านสะดวกซื้อ ส่วนการเดินทางนั้นไม่ได้สะดวกมากนัก แต่ก็พอไหว

DAY3

วันที่สามของทริปนี้ เรากับเพื่อนตกลงกันว่าจะไปโกเบ เราอยากกินเนื้อโกเบ นั้นคือเป้าหมายของเราในวันนี้ ถ้าถามว่าอยากเที่ยวส่วนไหนในโกเบ เราก็คิดไม่ออกเหมือนกัน เพราะสิ่งแรกที่นึกถึงคือเนื้อเท่านั้น

และวันนี้เป็นวันที่ฝนตกขนาดทั้งวัน พยากรณ์บอกเราไว้แบบนั้น วันนี้เราเลยไม่ได้มีแพลนไปไหนเป็นพิเศษนะคะ การเดินทางไปโกเบนั้นง่ายมาก เราสามารถนั่งรถไฟจากเกียวโตมาประมาณ 30 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ

มาถึงโกเบแล้ว เรากับเพื่อนรีบตรงไปร้านเนื้อเลยค่ะ โดยร้านนี้เราให้เพื่อนเราเป็นคนหานะคะ เพื่อนบอกว่า รีวิวเยอะ ได้คะแนนเยอะด้วย และพวกเรามันเป็นพวกเชื่อคนง่ายอยู่ล่ะ

Meriken Hatoba ร้านที่เราไปอยู่ในโซนร้านอาหาร ในตรอกมีร้านเยอะมากก ให้เราเลือกทาน ส่วนร้านที่เราเลือกนั้น มีเมนูไม่เยอะ เพราะเน้นเนื้อเป็นหลัก แต่ร้านนี้มีข้อแม้อยู่ว่า เราต้องสั่งออเดอร์จานหลักตามจำนวนคน พูดง่ายๆว่ามา 3 คนจะสั่งจานเดียวแล้วมาแชร์กันไม่ได้

และถ้าถามว่า เนื้อโกเบอร่อยแค่ไหน สำหรับคนชอบกินเนื้อแบบเรา ต้องบอกว่าอร่อยมากกกก (แต่ยังไม่ขนาดแสงออกปาก หรือเราควรเปลี่ยนร้านที่มันอร่อยกว่านี้อีก) ใครชอบเนื้อ มาโกเบ ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด

โลเคชั่นร้านนี้ : https://g.co/kgs/SQ8HPfb

หลังอิ่มแล้วเราไปเดินเล่นถ่ายรูปเมืองโกเบกัน จริงๆถ้าวันนี้เป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส เราว่าโกเบครั้งแรกของเราต้องสนุกมากแน่ๆ

(หากถามพิกัดมุมถ่ายรูปในภาพ ต้องบอกว่าเราเดินไปเรื่อยๆเลยค่ะ เจอสวยตรงไหนก็ถ่ายรูปตรงนั้นเลย)

ก่อนกลับจากโกเบ เราขอไปถ่ายรูปเล่นบริเวณท่าเรือก่อนกลับซะหน่อย ใครมาโกเบ ไม่ได้มาถ่ายกับวิวนี้ก็คงเหมือนมาไม่ถึงโกเบ

เย็นนี้เรากลับไปเดินเล่น ช้อปปิ้งกันที่โอซาก้า จริงๆ เราเคยมาโอซาก้า 2-3 ครั้งแล้ว ครั้งนี้เลยไม่ได้อยากเที่ยวไหนในโอซาก้าเป็นพิเศษ อยากแค่แวะซื้อของเท่านั้น

DAY4

วันที่สี่ของทริปนี้ และเป็นวันสุดท้ายของการเที่ยวแล้ว เพราะพรุ่งนี้เราจะกลับกรุงเทพกันตั้งแต่เช้า วันนี้เรายังคงเดินทางออกนอกเมืองเหมือนเดิม จุดหมายปลายทางเราอยู่ที่ Nara และนี่ก็เป็นครั้งแรกของการมาเที่ยวนาราของเราด้วย

การเดินทางจากโอซาก้ามายังนาราไม่ยากค่ะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. ใครที่มี JR Pass แบบเราก็สามารถใช้ได้เลย ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

ระหว่างที่นั่งรถไฟมานารา จู่ๆเราก็มีความคิดอยากใส่ชุดกิโมโนเที่ยวนาราซะงั้น เพื่อนสองคนที่มาด้วยดูงงๆกับไอเดียเราพอสมควร เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะใส่ชุดกิโมโนเที่ยวเกียวโต เพราะได้บรรยากาศย้อนยุคดี แต่ทำไงได้ล่ะ เราอยากใส่ชุดกิโมโนเที่ยวนารานี่น่า 5555

เมื่อมาถึงสถานีรถไฟนารา เราก็แค่เดินตามนักท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ เพราะเกือบ 80% ทุกมุ่งหน้าไปยัง Nara Park ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ก่อนจะไปตามหาน้องกวาง หรือร้านเช่าชุดกิโมโนนั้น เราขอแวะชิมโมจิเจ้าดังก่อน จริงๆ เราไม่รู้ด้วยว่าร้านชื่ออะไร แต่รับรองหาไม่ยากค่ะ รู้ค้ารอคิวซื้อโมจิกันแถวยาว ไม่ตั้งใจหาก็เจอแน่นอน

แวะชิมโมจิแล้ว เดินไปอีกหน่อยเราจะได้เจอกับร้านเช่าชุดกิโมโน ร้านมีชื่อว่า Fuji Kimono ร้านอยู่ชั้น 2 ของตึก หากใครจะมาเช่าชุดกิโมโนที่ร้านนี้แบบเดียวกับ แนะนำว่าควรมีสดเงินให้พอ

เราเคยเขียนรีวิวเรื่องนี้ไว้แบบละเอียดมาก สามารถอ่านได้ที่ >> https://diaryoftravelbylidear.wordpress.com/2024/07/14/nara-แต่งชุดกิโมโนไปดูกวาง/

มาค่ะ เรามาเช่าชุดกัน เรากับเพื่อนมากันทั้งหมด 3 ชุด เจ้าของร้านเลยแนะนำโปรสำหรับกลุ่มเพื่อน ซึ่งเรากับเพื่อนก็ตกลงเช่าชุดกิโมโนพร้อมทำผม สิริรวมค่าเสียหายทั้งหมดคนละ ประมาณ 5000 เยน

เมื่อตกลงเรื่องราคากันเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ เลือกชุด เลือกทรงผม และเริ่มแต่งตัวกันได้เลยค่ะ ครั้งนี้เป็นการได้ใส่ชุดกิโมโนครั้งแรกของเรา ซึ่งพึ่งรู้ว่าขั้นตอนการแต่งตัวมันหลายขั้นตอนมากกก ตอนนั้นรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มค่ามากกับการซื้อประสบการณ์ในครั้งนี้

เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาไป Nara Park กันซะที เราเดินแบบไม่ต้องเปิดแม็ปเลยค่ะ เพราะนั่งท่องเที่ยวทุกคนมุ่งไปที่เดียวกันแบบไม่ได้นัดหมาย มาถึงแล้ว ก็หามุมนั่งเล่นๆเพลินๆ ถ่ายรูปกับน้องกวางได้เลยค่ะ

และความจริงคือ การถ่ายรูปกับเหล่ากวางที่นาราไม่ง่ายเลย แต่ใดๆก็ตามหามีเวลาว่างเราอยากแนะนำให้มาที่นี่อยู่ดี และหากเลือกได้แนะนำให้มาวันธรรมดาคนจะน้อย ถ่ายรูปสนุกกว่า และอีกอย่างถ้ามีเวลาและอยากลองใส่ชุดกิโมโนสักครั้ง เราไม่หาให้พลาดนะคะ

ถ่ายรูปเล่นกับเจ้ากวางจนเหนื่อยแล้ว ก็ถึงเวลากลับโอซาก้ากันแล้วค่ะ ทริปนี้เราไม่ได้พาเที่ยวโอซาก้าที่ไหนเลย เอาไว้ทริปหน้าจะทำรีวิวเฉพาะของโอซาก้าให้นะคะ

ส่วนทริคส่วนตัวที่อยากแชร์คือ หากใครที่จะซื้อของในโอซาก้าแล้วหาราคาดีที่สุด เราแนะนำร้านในภาพนี้มีสาขาอยู่ทั่วเลยค่ะ เราเช็คมาแล้วว่าราคาที่นี้ดีสุด ดีกว่าดองกิอีกนะ

DAY5

วันสุดท้ายเราเดินทางกลับเที่ยวบินประมาณ 10 โมง ทำให้ต้องเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะเราต้องเดินทางด้วยรถไฟเช้าสนามบินตั้งแต่เที่ยวแรก ถึงจะเผื่อเวลาได้พอดีที่สุด

ใครที่จะเดินทางในญี่ปุ่นเราแนะนว่าใช้ Google maps เช็ครอบรถไฟได้เลย ง่ายสุด

ทริปนี้ออกจะเป็นทริปรีบเที่ยวรีบกลับไปหน่อยสำหรับญี่ปุ่น แต่สำหรับเราไม่ว่าจะเป็นการมาเที่ยวญี่ปุ่นกี่วันก็ตาม มันทำให้เราหายคิดถึงญี่ปุ่นได้เสมอ ไว้เจอกันใหม่อีกญี่ปุ่นที่รัก

ใส่ความเห็น

เทรนดิ้ง